นายก”อภิสิทธิ์” เร่งคลอดกม.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
นายก”อภิสิทธิ์” ระ บุการกระจายอำนาจเป็นพื้นฐานสำคัญนำไปสู่กระบวนการการปฏิรูป การสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ในชาติ เน้นแก้อุปสรรคที่ทำให้การกระจายอำนาจล่าช้า

18ส.ค.) ที่อาคารมหิตลาธิเบศร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประธานเปิดประชุมวิชาการเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 62 ปี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ และกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “เดินหน้าสู่การกระจายอำนาจ กับการปฏิรูปประเทศไทย” โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวช่วงหนึ่ง ว่า เชื่อว่าทุกคนมีความเชื่อว่าการกระจายอำนาจมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ มีความสำคัญต่อกระบวนการปฏิรูป การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ ซึ่งเป็นเป้าหมายของประเทศในปัจจุบัน การพัฒนาที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ดีที่สุด และสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ตรงกับสิ่งที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนควรจะต้องดำเนินการโดยคนที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน และประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาได้เอง หากชุมชนสามารถมีระบบการบริหารจัดการ มีอำนาจตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดก็น่าจะทำให้การคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ทั้งนี้การรวมศูนย์อำนาจหลายครั้งนำไปสู่การมีต้นทุน การเสียโอกาสและสร้างปัญหาที่เป็นภาระในระดับประเทศ เพราะเมื่อปัญหาของประชาชนถูกละเลย มีการสะสม หมักหมมเพราะคนตัดสินใจแก้ไขปัญหาอยู่ห่างไกลกับสภาพความเป็นจริง สุดท้ายก็นำไปสู่ความขัดแย้ง การเคลื่อนไหวจนเกิดการชุมนุมเรียกร้อง และในที่สุดก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่เกิดความรุนแรง
ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลตั้งใจในกระบวนการของการปฏิรูปโดยมีเป้าหมายคือการปรองดอง ความสมานฉันท์และการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและก้าวหน้า กระบวนการการปฏิรูปก็ต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาของประเทศหรือตัววิธีการ ซึ่งส่วนสำคัญคือการเร่งรัดกระบวนการการกระจายอำนาจเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)และประชาชนสามารถเข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมในการคลี่คลายปัญหา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา มีการตรากฎหมาย กำหนดแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ ระบบการบริหารงานด้านบุคลากร รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น พบว่ากระบวนการการกระจายอำนาจมีความก้าวหน้าและเติบโตของ อปท.อย่างชัดเจน วัดจากสัดส่วนรายจ่ายของ อปท.ที่คิดเป็นสัดส่วนต่อรายจ่ายส่วนรวมของภาครัฐพบว่าสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา คือจากประมาณ ร้อยละ 7 -8 ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 25 ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นสัดส่วนที่ต่ำถ้าเทียบเคียงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะถ้าไปเทียบเคียงระหว่าง อปท.กับผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติก็จะเห็นชัดเจนว่าสัดส่วนปัจจุบันที่อยู่ประมาณ ร้อยละ 4.3 นั้นก็เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา อีกทั้ง เป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงแรก สะท้อนให้เห็นว่าการผลักดันการกระจายอำนาจนั้นมีความจำเป็นต้องแก้ไขเพราะถือเป็นอุปสรรคที่ทำให้การกระจายอำนาจไม่สามารถเดินหน้าได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ร้อยละ 35
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการคือการค้นหาอุปสรรคและข้อจำกัด รวมทั้งหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อนำไปสู่กระบวนการกระจายอำนาจ ทั้งนี้ขอให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเรื่องปัญหาการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางไปสู่ส่วนท้องถิ่น ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ อปท.สามารถที่จะเฟื่องฟูขึ้นมาได้
ที่ผ่านมาจากแผนที่กำหนดการถ่ายโอนภารกิจที่กำหนดไว้กว่า 300 ภารกิจ ขณะนี้สามารถถ่ายโอนได้ไม่ถึง 3 ใน 4 หรือต่ำกว่าร้อยละ 75 เล็กน้อย โดยเฉพาะภารกิจสำคัญที่เป็นงานด้านสังคม ทั้งงานด้านการศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นงานที่ถ่ายโอนได้น้อยมาก แม้แต่ภารกิจที่ถ่ายโอนไปบ้างแล้วก็พบปัญหาทั้งศักยภาพของท้องถิ่นในการจัดการ จนบางครั้งต้องย้อนกลับมาให้ส่วนกลางสนับสนุนในการปฏิบัติภารกิจ บางครั้งส่วนกลางเองก็ไม่ยอมที่จะถ่ายโอนภารกิจก็มี ปัญหาเชิงทัศนคติ ปัญหาเรื่องของบุคลากร ซึ่งข้าราชการส่วนกลางไม่ประสงค์ปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นข้าราชการหรือพนักงานของ อปท. ซึ่งรัฐบาลเร่งตรากฎหมายเพื่อให้กฎหมายท้องถิ่นมีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องการเงินการคลัง ท้องถิ่นมักมีปัญหาเรื่องของรายได้ ที่ปัจจุบัน อปท.พึ่งพิงเรื่องของเงินโอน เงินอุดหนุน แทนที่จะสามารถจัดเก็บภาษีหรือรายได้ของตัวเอง ปัจจุบันรายได้ท้องถิ่นนั้นยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำมากทำให้รัฐบาลพยายามผลักดันการปรับปรุงหรือออกกฎหมายเรื่องของภาษีทรัพย์สินและที่ดิน รวมทั้งต้องเร่งแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นให้ได้
เรื่องน่าสนใจ